px

เรื่อง : ระบบเจ้าสำนัก***(จบแล้ว)***
ตอนที่  9 : ฉีซวนขั้น 6


ตอนที่  9 : ฉีซวนขั้น 6

ภายใต้สายตาอัน ‘อบอุ่น’ของจางหยู  อู่เฉินกลืนน้ำลายลงคอ พลางก้มหน้าเซ็นชื่อของตนลงไป

 

“ดีมาก จากนี้เป็นต้นไป ท่านก็ได้เข้าร่วมกับสำนักคังเฉียงแล้ว” จางหยูยิ้มกว้างพลางดึงเอาใบสมัครกลับมา ในหัวของเขาก็มีเสียงระบบดังขึ้นมาว่า

 

“ภารกิจเสร็จสิ้น โฮตส์จะรับรางวัลหรือไม่ ?”

 

“ รับ !”

 

“รางวัล ‘พัฒนาพรสวรรค์ในการรับรู้ของโฮสต์เป็น 3 ดาวขั้นต่ำ’ ถูกส่งให้เรียบร้อยแล้ว กรุณา”

 

วินาทีต่อมา หัวของจางหยูก็เกิดอาการมึนขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อความมึนหายไป จางหยูก็รู้สึกต่างไปจากเดิม การเปลี่ยนแปลงที่วิเศษนี้ทำให้เขามองโลกได้ชัดเจนขึ้น คำถามที่คลุมเครือในอดีต ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา และสามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้น

***

[จางหยู]

 

[เพศ : ชาย]

 

[อายุ : 23]

 

[พรสวรรค์ทางกายภาพ : สายเลือดปกติ 3 ดาวขั้นต่ำ]

 

[พรสวรรค์ในการรับรู้ : 3 ดาวขั้นต่ำ]

 

[พรสวรรค์พิเศษ : ปรุงยา 1 ดาว]

 

[ทักษะ : ทักษะจี๋อู่ (ระดับธรรมดาขั้นต่ำ มีทั้งหมด 2 ขั้น สามารถฝึกฝนถึงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 2 มีข้อผิดพลาดเฉลี่ยขั้นละ 0 จุด]

 

[เคล็ดวิชา : มังกรคชสาร (ระดับวิญญาณขั้นต่ำ มีข้อผิดพลาด 231 จุด) กระบี่ใบไม้ร่วง(ระดับวิญญาณขั้นต่ำ มีข้อผิดพลาด 285 จุด)]

 

[การบ่มเพาะ : ฉีซวนขั้น 2]

 

[ความสามารถ : มองทะลุ, ปรุงยา 1 ดาว]

***

เมื่อเปิดใช้มองทะลุตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเอง จางหยูก็รู้สึกพอใจมาก รอยยิ้มบนใบหน้าจึงสว่างสดใสขึ้นหลายเท่า

 

ในช่วงแรกของการบ่มเพาะนั้น ประโยชน์ของพรสวรรค์ในการรับรู้จะเทียบกับพรสวรรค์ทางกายภาพไม่ได้ แต่เมื่อถึงการบ่มเพาะในช่วงหลัง ประโยชน์ของพรสวรรค์ในการรับรู้จะสูงกว่ามาก จนพรสวรรค์ทางกายภาพไม่อาจเทียบได้

 

ยิ่งเคล็ดวิชาระดับสูงเท่าไหร่ ก็ต้องใช้การรับรู้มากขึ้นเท่านั้น !

 

เมื่อฝึกไปจนถึงจุดสูงสุด ก็จะสามารถรับรู้ถึงกฎ และเข้าใจพลังลึกลับของสวรรค์และโลก รวมไปถึงดึงดูดหลิงชี่ของสวรรค์และโลกเข้ามาหลอมรวมในร่างกายได้!

 

แน่นอนว่า นั่นยังเป็นเส้นทางอีกยาวไกล  จางหยูยังไม่อาจเข้าถึงระดับว่อซวนเลยด้วยซ้ำ

 

“เอ่อ....ท่านเจ้าสำนัก” สีหน้าของอู่เฉินดูสับสนเล็กน้อย เขาลังเลสักพัก ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างระมัดระวังว่า “ เรื่องที่ข้ากลายเป็นศิษย์ของสำนักคังเฉียง ท่าน....อย่าพูดถึงมันชั่วคราวได้รึเปล่า?”

 

การได้เป็นศิษย์ร่วมรุ่นกับบุตรชายและบุตรสาว เป็นเรื่องที่น่าขายหน้ามาก มันเป็นเรื่องยากที่อู่เฉินจะยอมรับได้ในตอนนี้

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น จางหยูก็เผยรอยยิ้มลึกลับออกมา “จะพูดรึไม่นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเจ้าในครั้งต่อไป อ่อ ใช่แล้ว ค่าเรียนของพวกเจ้า...”

 

“พูดได้ดี พูดได้ดี”

 

อู่เฉินฉีกยิ้มทันทีแล้วพูดว่า “3 ล้านเหรียญ ข้าจะให้โม่เอ๋อร์นำมามอบให้ท่านพรุ่งนี้ ข้ารับรองได้ “

 

แม้ว่าจะรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง แต่เพื่อประจบเอาใจจางหยู อู่เฉินก็ไม่คิดที่จะลังเลเลยสักนิด

 

“ไม่เอาน่า เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเอาเปรียบคนรึยังไง ?” จางหยูยิ้มอย่างขมขื่น พลางส่ายหน้า “ข้าเคยบอกว่าค่าเรียน 10,000 เหรียญต่อปี ก็คือหมื่นเหรียญต่อปี แม้ว่าพวกเจ้าอยากจะให้มากกว่านั้น ข้าก็ไม่ยอมรับหรอก!”

 

หมื่นเหรียญต่อปี สามคนก็เป็นเงินแค่สามหมื่นเหรียญ !

 

หลังจากเงียบไปสักพัก จางหยูก็บ่นออกมาว่า “ช่างมันเถอะ ช่วงนี้ข้ายังไม่ต้องการเงิน พวกเจ้าหาหม้อปรุงยาและสมุนไพรบางอย่างมาให้ข้าแทนก็แล้วกัน....”

 

หลังจากคิดได้สักพัก จางหยูก็ดึงเอาใบสมัครออกมาจากแขนเสื้อ จากนั้นก็เขียนชื่อสมุนไพรที่ด้านหลังของใบสมัคร “เอ้า ข้าเขียนสมุนไพรและปริมาณที่ข้าต้องการไว้บนกระดาษแผ่นนี้แล้ว”

 

อู่เฉินรับกระดาษแผ่นนั้นมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจและมองไปที่จางหยูอย่างสงสัย “นี่คือ...สูตรยาพื้นบ้านงั้นรึ?”

 

“จะใช่สูตรยาพื้นบ้านหรือไม่ เจ้าไม่ต้องไปสนใจ” จางหยูมองไปที่อู่เฉิน แล้วกล่าวว่า “เจ้าคำนวณราคามาเลย ถ้าหากมันเกิน 30,000 เหรียญ ข้าจะคิดหาทางอื่นเอง”

 

อู่เฉินไม่กล้าที่จะรับเงินจากจางหยู เขารีบพยักหน้าแล้วพูดว่า “ พอ แน่นอนว่าพอ”

 

“งั้นก็ดี เรื่องนี้ก็ฝากให้เจ้าเป็นคนจัดการก็แล้วกัน หากไม่มีอะไรแล้ว พวกเจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ ค่อยมาใหม่พรุ่งนี้” จางหยูโบกมือไล่ทั้งสอง ก่อนจะเตือนขึ้นมาว่า “อีกอย่างข้าหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าหากครั้งหน้าพวกเจ้ามาแหกปากขอลาออกจากสำนักอีกล่ะก็...”

 

“ไม่กล้า ไม่กล้า” อู่เฉินตัวแข็งทื่อ ขณะที่เหงื่อไหลอาบหน้าไม่ขาดสาย

....

หลังจากที่ส่งทั้งสองพ่อลูกตระกูลอู่กลับไป จางหยู่ก็ไม่อยู่เฉย เขารีบกลับไปยังหอตำราทันที

 

แม้ว่าเขาจะกำราบพยัคฆ์อย่างอู่เฉินได้ แต่ถ้าจางหยูไม่รีบพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองขึ้น ไม่ช้าก็เร็วความจริงจะต้องถูกเปิดเผยอย่างแน่นอน   

 

เมื่อเข้ามาในหอตำรา จางหยูก็แก้ไขทักษะอย่างไม่วอกแวก ทำให้ “ทักษะจี๋อู่” เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น

....

“ท่านพ่อ วันนี้ท่าน....” ระหว่างทางกลับบ้าน อู่โม่ที่นิ่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยปากขึ้นมา

 

“โม่เอ๋อร์ ข้ารู้ว่าเจ้ามีคำถามมากมายในใจ และข้าก็พูดอะไรมากไม่ได้ แต่จะบอกเจ้าให้รู้ไว้อย่างหนึ่ง ท่านเจ้าสำนักจางไม่ใช่คนที่ตระกูลอู่อย่างพวกเราจะสามารถยั่วยุได้” อู่เฉินโบกมือห้ามอู่โม่ไม่ให้พูด จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาว่า “เจ้าต้องจำเอาไว้ หลังจากนี้ไม่ว่าเจ้าสำนักจางสั่งอะไร ให้เจ้าปฏิบัติตามทันที”

 

แม้ว่าจะออกจากสำนักคังเฉียงแล้ว แต่อู่เฉินก็ยังเรียกจางหยูว่าเจ้าสำนักอยู่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขานั้นยำเกรง จางหยูมากเพียงใด

 

หลังจากที่นิ่งไปสักพัก อู่เฉินก็กล่าวเสริมขึ้นมาว่า “อีกอย่าง อย่าแพร่งพรายเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วย”

แม้ว่าอู่โม่จะสงสัย แต่เขาก็พยักหน้าตอบรับ – “ ได้ “

....

วันต่อมา

 

หลังจากที่จางหยูเข้าไปในหอตำราตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวาน เขาก็ไม่ออกมาอีกเลย จนกระทั่งเช้าวันต่อมา จางหยูถึงได้เดินออกมาด้วยสภาพที่อ่อนล้า แต่กลับมีรอยยิ้มบนใบหน้าที่ปิดไม่มิด  ถ้าไม่ใช่เพราะหิวจนไม่มีแรง เกรงว่าเขาคงหัวเราะลั่นออกมาแล้ว

 

หลังจากที่หมกมุ่นอยู่กว่าสิบชั่วโมง ในที่สุดเขาก็พัฒนาทักษะจี๋อู่จนสามารถบ่มเพาะได้ถึงขั้นที่ 6 แล้ว

 ***

[ทักษะจี๋อู่ : ระดับธรรมดาขั้นกลาง มีทั้งหมด 6 ขั้น สามารถฝึกฝนถึงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 6 มีข้อผิดพลาดเฉลี่ยขั้นละ 0 จุด]

***

ด้วยทักษะนี้ การบ่มเพาะของเขาก็สามารถทะลวงไปถึงขอบเขตฉีซวนขั้น 6 หากได้ประลองกับอู่เฉินอีกครั้ง จางหยูก็มั่นใจได้ว่าเขาสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย!

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเขาไปถึงฉีซวนขั้น 6 เขาก็สามารถแสดงเคล็ดวิชาได้แล้ว!

 

พลังลึกลับระดับฉีซวนขั้น 6 สามารถใช้ควบคู่กับเคล็ดวิชาระดับวิญญาณอย่าง ‘มังกรคชสาร’หรือ‘กระบี่ใบไม้ร่วง’ได้ ถึงแม้ว่าอู่เฉินจะเป็นนักสู้ฉีซวนขั้น 9 แต่เกรงว่าผลลัพธ์อาจจะถูกตัดสินในเสี้ยววินาที!

 

แต่น่าเสียดาย ที่หอตำราแห่งนี้เหลือเพียงทักษะระดับธรรมดาขั้นต่ำและขั้นกลางเท่านั้น หลังจากที่ค้นหาจนทั่วหอตำราแล้ว จางหยูก็ไม่พบทักษะที่มีระดับสูงกว่านี้เลย ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่พัฒนาทักษะจี๋อู่ให้ไปถึงฉีซวนขั้นที่ 6  และถ้าหากอยากพัฒนาไปมากกว่านี้ ก็ต้องหาทางอื่นเอา เพราะทักษะในหอตำราไม่อาจจะช่วยได้แล้ว

 

“ดูเหมือนว่าคงอีกไม่นานแล้ว ที่ข้าจะไปเยือนที่สำนักเฉินกวงและสำนักหยุนซาน” จางหยูจำได้ดีว่าทักษะและเคล็ดวิชาส่วนใหญ่ในหอตำรานั้น ถูกสองสำนักแย่งชิงไป “หนี้แค้นในปีนั้น ใกล้จะได้เวลาทวงคืนแล้ว”

 

แต่ตอนนี้เขาไม่อาจรีบร้อนได้ เขาต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที

 

หลังจากที่กินอาหารมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว จางหยูก็พบว่ามันยังเช้าอยู่ ดังนั้นจึงตัดสินใจบ่มเพาะพลังอยู่ในบ้านหลังเล็ก

 

ทันใดนั้น หลิงชี่สวรรค์และโลกที่อยู่รอบๆ ก็เหมือนกับถูกกระตุ้นขึ้นมา มันหลั่งไหลไปรวมตัวกันที่จางหยูอย่างบ้าคลั่ง ความคลุ้มคลั่งของหลิงชี่ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในกระแสลมปราณขึ้นมา ทำให้ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบๆพลันสั่นไหวไม่หยุด

 

“ทักษะจี๋อู่” สมแล้วที่เป็นทักษะที่ไร้ข้อบกพร่อง ทันทีที่จางหยูบ่มเพาะมัน เขาก็สามารถทะลวงขอบเขตฉีซวนขั้นที่ 2 สูงสุด ไปยังขั้น 3 สูงสุดได้อย่างง่ายดายราวกับดื่มน้ำ เขาแทบไม่พบกับอุปสรรคใดๆ

 

ตีเหล็กก็ต้องตีตอนร้อนๆ จางหยูบ่มเพาะ“ทักษะจี๋อู่”ขั้นที่ 4 ต่อทันที จากนั้นก็ไปที่ขั้นที่ 5 และขั้นที่ 6......

 

ตอนที่จางหยูกำลังจดจ่ออยู่กับการบ่มเพาะ อู่เฉินได้เดินถือกล่องไม้นำอู่โม่และอู่ซินซินเข้ามาในสำนัก  ในยามปกติ หวังเทามักจะติดตามอยู่ข้างกายของอู่โม่เสมอ แต่วันนี้เขาถูกอู่เฉินไล่กลับจวนไปตอนกลางทาง เนื่องจากไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองได้กลายเป็นลูกศิษย์ของสำนักคังเฉียงแล้ว แม้ว่าคนๆนั้นจะไม่ใช่คนนอกก็ตาม

 

ทั้งสามรอที่ลานกว้างอยู่นานมาก แต่ก็ไม่เห็นจางหยูออกมาสักที ดังนั้นจึงอดตะโกนเรียกไม่ได้ “เจ้าสำนัก เจ้าสำนักจาง !”

 

ทว่าก็ไม่มีใครตอบกลับ อู่โม่แอบกระซิบออกมาว่า “นี่มันก็สายแล้วนะ เขายังหลับอยู่รึเปล่า?”

 

“โม่เอ๋อร์ อย่าพูดไร้สาระ !” อู่เฉินตกใจจนตัวโหยง เขารีบดุออกมาทันที “เจ้าสำนักจางวันๆหนึ่งมีเรื่องให้ทำเป็นหมื่นๆเรื่อง เจ้ารอเงียบๆไม่ได้หรือ?”

 

อู่โม่คิดจะเถียง แต่อู่ซินซินกลับยกนิ้วขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปาก จากนั้นก็กล่าวเสียงเบาขึ้นมาว่า “ท่านพ่อ ท่านพี่ ฟัง”

 

“ ฟู่....ฟู่...”

 

เมื่อทั้งสามคนเงียบลง พวกเขาก็ได้ยินเสียงลมดังขึ้นในหู แต่ทว่ามันแตกต่างจากเสียงลมตามธรรมชาติ นี่คือเสียงลมที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์

 

“หรือว่าเป็นฝีมือของเจ้าสำนักงั้นรึ?” อู่เฉินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจพาอู่โม่กับอู่ซินซินเดินไปตามต้นเสียง ซึ่งทิศทางของต้นเสียงก็มาจากบ้านหลังเล็กที่จางหยูอาศัยอยู่

 

ยิ่งเข้าใกล้บ้านหลังเล็กมากเท่าไหร่ เสียงลมก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่บนพื้นดินต่างสั่นไหวอย่างรุนแรง ท่ามกลางสายลมที่กรรโชก ไม่ว่าจะเป็นอู่เฉิน อู่โม่หรืออู่ซินซิน พวกเขาต่างรู้สึกได้ถึงหลิงชี่ที่หนาแน่นกำลังโอบล้อมอยู่รอบตัวของพวกเขา

 

เดี๋ยวก่อนนะ หลิงชี่?

 

อู่เฉินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเบิกตากว้างอย่างตกใน “ไม่ผิดแน่ นี่มันหลิงชี่!”

 

นี่มันลมที่ไหนล่ะ มันคือการเคลื่อนไหวของหลิงชี่ต่างหาก! พระเจ้า ด้วยหลิงชี่ที่มากมายมหาศาลเหล่านี้ ก่อให้เกิดกระแสหลิงชี่ที่น่ากลัวขึ้นมา?

 

“โม่เอ๋อร์ ซินซิน เร็วเข้า รีบนั่งลงแล้วบ่มเพาะซะ!” อู่เฉินไม่อยากล่าช้าแม้สักวินาทีเดียว เขารีบบอกอู่โม่และอู่ซินซิน นี่คือโอกาสที่หายาก ถ้าพลาดไปแล้ว อาจจะไม่มีโอกาสได้พบมันอีก

 

อู่โม่และอู่ซินซินรีบทำตามทันที ทั้งสองไม่พูดมาก พวกเขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าบ้านหลังเล็กของจางหยู จากนั้นก็เริ่มบ่มเพาะพลังทันที

 

อู่เฉินเห็นสองพี่น้องทำการบ่มเพาะก็โล่งใจขึ้นมา จากนั้นเขาก็วางกล่องสองใบในมือลง แล้วนั่งขัดสมาธิเพื่อบ่มเพาะพลังเช่นกัน หลิงชี่จำนวนมหาศาลถูกดูดซับเข้าไปในร่างของเขาทีเล็กทีละน้อย

 

หลังจากนั้นสักพัก หลิงชี่ที่อยู่รอบๆก็เริ่มเบาบางลง ทั้งสามคนจึงหยุดบ่มเพาะและค่อยๆลืมตาขึ้น”

 

ทันทีที่ลืมตาขึ้น อู่เฉินก็สังเกตเห็นจางหยูที่กำลังมองมาที่พวกเขาด้วยรอยยิ้ม จึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “เจ้าสำนัก!”

 

“บ่มเพาะเสร็จแล้วรึ ?” จางหยูกล่าวหยอกไปคำหนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองอู่โม่และอู่ซินซิน ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจ “ไม่เลว พวกเจ้าสามคนพ่อลูกมาที่นี่กันครบแล้ว”

 

สามคนพ่อลูกล้วนเป็นศิษย์ของสำนักคังเฉียง พอคิดๆดูแล้ว มันค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของเมืองทะเลทราย ยอดฝีมือฉีซวนขั้น 9 ได้กลายเป็นศิษย์ของสำนักคังเฉียงไปซะแล้ว ฮี่ฮี่!

 

“เจ้าสำนัก เมื่อกี้นี้มัน....” อู่เฉินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

 

อู่โม่และอู่ซินซินก็มองไปที่จางหยูอย่างตึงเครียด พวกเขาก็สงสัยเรื่องนี้เช่นกัน การบ่มเพาะเมื่อครู่ได้สร้างความตกตะลึงให้กับพวกเขามาก อาจจะกล่าวได้ว่าการบ่มเพาะเมื่อกี้เทียบเท่ากับการบ่มเพาะตลอดหลายเดือนของพวกเขา ถ้าหากมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกสองสามครั้ง เชื่อว่าการบ่มเพาะของพวกเขาจะต้องทะลวงไปอีกขั้นอย่างแน่นอน

 

“โอ้ เจ้าหมายถึงหลิงชี่พวกนั้นนะหรือ?” จางหยูมองไปที่อู่เฉิน ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “มันเกิดขึ้นระหว่างที่ข้าบ่มเพาะพลังอยู่นะ ปกติแล้วก็เป็นแบบนี้ตลอด หลังจากนี้พวกเจ้าไม่ต้องแปลกใจหรอก ถ้าหากได้เห็นมันอีกในอนาคต...”

 

ตอนนั้นเองสายตาของอู่โม่และอู่ซินซินก็เบิกกว้างอย่างตกใจ

 

หลังจากที่ได้ยินแบบนั้น อู่เฉินก็หรี่ตาลง เขาเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของจางหยูมากกว่าเดิม “ขอบเขตว่อซวน ไม่ผิดแน่ เขาต้องเป็นนักสู้ขอบเขตว่อซวนอย่างแน่นอน! บางทีอาจจะอยู่ในระดับว่อซวนขั้นสูง!” เขาเคยเห็นนักสู้ระดับว่อซวนมาก่อน แต่ว่านั่นก็ยังเทียบกับจางหยูไม่ได้ ดังนั้นความแข็งแกร่งของจางหยูในสายตาเขา ก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณมากขึ้น

รีวิวผู้อ่าน